นาวิน ลาวัลย์ชัยกุล
รางวัลศิลปาธร : สาขาทัศนศิลป์

Navin Lawanchaikul

ศิลปะร่วมสมัยยุคปัจจุบันอาจเป็นเรื่องเข้าใจยากสำหรับบางคน แต่ในขณะเดียวกันก็มีการพัฒนารูปแบบให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้นด้วย กระทั่งศิลปะไม่ใช่เรื่องของศิลปินคนเดียวอีกต่อไป แต่กลับสัมพันธ์กับคนมากมายรวมถึงพื้นที่สาธารณะหลายคนอาจจะไม่คุ้นชินกับการทำงานศิลปะในรูปแบบทีมงาน หรือบริษัทมาก่อนแต่สิ่งนี้เองที่ทำให้ นาวิน ลาวัลย์ชัยกุล เป็นนักสร้างสรรค์ที่แตกต่างออกไปจากที่ใครเคยรู้จัก
นาวิน เกิดในปี พ.ศ. 2514 ในจังหวัดเชียงใหม่ เป็นศิลปินไทยเชื้อสายอินเดียที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ รูปแบบผลงานอันท้าทายของเขาเกิดขึ้นจากการทำงานเป็นทีม อาศัยความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่าย เพื่อให้เป็นผลงานในเส้นทางศิลปะเชิงแนวคิด ขยายขอบเขตสู่การสื่อสารกับสังคม เขาได้ก่อตั้งบริษัทนาวิน โปรดักชั่น จำกัด ในปี ค.ศ. 1994 เพื่อเป็นตัวกลางในการผลิตผลงานศิลปะจากความคิดของเขาเอง เมื่อนาวินเปิดตัวผลิตภัณฑ์แรกด้วยน้ำดื่มบรรจุขวดที่ปนเปื้อนจากแม่น้ำลำคลองในจังหวัดเชียงใหม่ ในปี ค.ศ. 1995 และเริ่มโครงการทำให้รถแท็กซี่ในกรุงเทพฯ กลายเป็นหอศิลป์เคลื่อนที่ สร้างเครือข่ายเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมให้กับคนเมือง จากความร่วมมือของคนขับแท็กซี่จริงๆ ความคิดที่ว่าจะ

ทำให้คนเข้าถึงศิลปะได้อย่างไรจากการเดินทางที่เป็นอุปสรรคมาโดยตลอด โครงการนี้ประสบความสำเร็จอย่างมากจนทำให้เกิดแท๊กซี่แกลเลอรี (Taxi Gallery) ขึ้นอีกในเมืองสำคัญนานาประเทศ อาทิ ซิดนี่ย์ ลอนดอน บอนน์ และนิวยอร์ก และในสังคมที่ประชากรเดินทางด้วยรถแท๊กซี่

เมื่อผลงานศิลปะเริ่มพาให้นาวินเดินทางไปต่างประเทศมากขึ้น การเจรจาต่อรองและการได้สำรวจสถานการณ์ พื้นที่ของโลกาภิวัตน์ทำให้ผลงานของนาวินโน้มเอียงไปในด้านความคิดเกี่ยวกับชุมชน สังคม นาวินเริ่มถามเกี่ยวกับตัวเองว่าเขาเป็นใคร ในผลงานชุดสำคัญ SUPER(M)ART, 2002 ณ Palais de Tokyo

เมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส ผลงานสื่อประสมจัดวาง พาจินตนาการไปถึงรูปแบบทางศิลปะในอนาคตอันไกลโพ้น เป็นสถานการณ์ทางศิลปะเล่าเรื่องศิลปินนาวินในวัยเกษียณ เขากลับไปที่ฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 2012 หลังจากถูกรางวัลลอตเตอรี่เพื่อไปเยี่ยมชมสถาบันทางศิลปะต่างๆ แต่กลับพบว่าทุกแห่งปิดกิจการหมดเสียแล้ว นาวินในวัยชราพบกับ Curatorman ภัณฑารักษ์หนุ่มผู้แคล่วคล่อง และพบว่าวงการศิลปะในสากลนั้นไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป จินตนาการเล่าเรื่องผ่านประติมากรรม รวมถึงการ์ตูนคอมมิก โดยเฉพาะจิตรกรรมขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยภาพของศิลปินและผู้มีอิทธิพลกับแวดวงศิลปะในยุคสมัยใหม่ ล้อเลียนกับผลงาน The Wedding Feast at Cana, 1563 โดยจิตรกรอิตาเลียน Paolo Veronese จากยุคเรอเนสซองซ์

ผลงานที่ชวนให้ผู้ชมเข้าร่วมวิพากษ์เกี่ยวกับอนาคตของศิลปะ และคำถามที่ว่าวงการศิลปะนั้นเป็นของใคร พื้นที่ทางศิลปะหากไม่ได้อยู่ในหอศิลป์ หรือตลาดศิลปะแล้ว ศิลปะจะเกิดขึ้นที่ไหนได้บ้าง ผลงานศิลปะได้เดินทางเพื่อถามกลับสู่วงการศิลปะ บทสนทนาระหว่างนาวินกับ Curatorman ก็ยังดำเนินต่อไป

หยอกล้อกับสถานการณ์ปัจจุบัน เมื่อภัณฑารักษ์ชื่อดังมากมายได้กลายเป็น ส่วนหนึ่งในวงการศิลปะ มีอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์ศิลป์ รวมถึงธุรกิจศิลปะอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นนิทรรศการ How to be a Successful Curator, 2004 จัดแสดงใน 3rd Liverpool Biennial ณ เมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ

รวมถึงผลงาน Bangkok Survivors, 2004 เป็นการกลับมาแสดงในประเทศไทยในนิทรรศการ Here & Now ณ About Studio / About Café กรุงเทพฯ

สถานภาพทางศิลปะอาจจะเป็นสิ่งท้าทายในโลกปัจจุบัน เมื่อการผลิตวัตถุทางศิลปะมีที่มาที่ไปจากวาทะของพื้นที่มากขึ้น นาวินเริ่มค้นหานิยามทางอัตลักษณ์ใหม่ของศิลปะ รวมถึงอัตลักษณ์ใหม่ของความเป็นศิลปินด้วยเช่นกัน อย่างการหาความเชื่อมโยงระหว่างตัวตนของเขากับวัฒนธรรมที่ไม่คุ้นเคย ในผลงานชุด

Navins of Bollywood, 2006 เป็นภาพยนตร์เพลงขนาดสั้น เป็นการทำงานร่วมกับ Naren Mojidra ผู้กำกับจากเมืองมุมไบ เรื่องราวเกิดจากการค้นหาชื่อตัวเองใน Google เทคโนโลยีได้ทำให้คนชื่อนาวินมีเครือข่ายมีความเกี่ยวข้องกัน แม้จะเป็นเรื่องสมมติแต่ผลงานชุดนี้ก็สื่อให้เห็นว่าจินตนาการทางศิลปะกับตรรกะของเทคโนโลยีก็สามารถทำให้มนุษย์สัมพันธ์กันอย่างไม่น่าเชื่อผ่านภาษาของภาพยนตร์นาวินสวมบทบาทเข้าไปเป็นดาราภาพยนตร์เพลงของอินเดียอย่างแนบเนียน นาวินจึงไม่ใช่เพียงชื่อๆ หนึ่งอีกต่อไป แต่คำว่านาวินได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของเครือข่ายทางวัฒนธรรม เป็นชุมชนเล็กๆ ไปเสียแล้ว ณ เวลานี้สำหรับนาวิน ศิลปะก็คือการผจญภัยและการค้นพบความเชื่อมโยงผ่านภาษา

เมื่อเรื่องราวเริ่มจริงจังขึ้นทุกขณะ ผลงานชุด Navin Party, 2006 ยิ่งทำให้เครือข่ายนาวินมีสมาชิกอีกมากมาย เกิดสังคมของบุคคล สถานที่ ที่มีชื่อนาวินแม้แต่รากศัพท์ที่มีคนเรียกชื่อนาวินแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ การเดินทางทำให้ความเป็นนาวินกลายรูปไปอย่างหลากหลายในวัฒนธรรมต่างๆ กระทั่งเกิด

สื่อหนังสือพิมพ์ และช่องโทรทัศน์ของนาวิน ในโลกของการผลิตซ้ำนี้เองที่ทำให้สุนทรียะเป็นเรื่องใกล้ชิดกับระบบการผลิตในโลกยุคใหม่ นาวินใช้สื่ออย่างโปสเตอร์หนัง การ์ตูน เกม สินค้า ภาพประกอบ ที่อยู่กับสังคมสื่อสารกับผู้ชมตลอดมาเพราะสิ่งเหล่านี้อยู่ใกล้ชิดกับชีวิตจนเราอาจละเลยไม่ทันสังเกต นี่คืออุบายที่ช่วย

นำพาให้ศิลปะมีรูปแบบไม่แปลกหน้า และนาวินก็ทำให้โลกเสมือนกับความเป็นจริงมาบรรจบกันที่แนวคิดทางศิลปะอย่างแนบเนียน

คุณสมบัติเชิงสร้างสรรค์ที่ไม่มีข้อกังขาส่งผลให้ นาวิน ได้รับรางวัลศิลปาธร สาขาทัศนศิลป์ในปี ค.ศ. 2010 และสร้างผลงานที่ยังอยู่ในความทรงจำอีกชุดหนึ่งคือ มหากาด (Mahakad), 2010 เมื่อนาวินให้ความสนใจกับตลาดวโรรสหรือที่คนเชียงใหม่เรียกกันว่า “กาดหลวง” ซึ่งนอกจากจะเป็นตลาดเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงแล้ว ที่นี่ยังเป็นสถานที่ตั้งร้านขายผ้าที่ครอบครัวของนาวินยึดเป็นอาชีพมาอย่างยาวนานตั้งแต่บรรพบุรุษที่มีเชื้อชาติอินเดียเข้ามาตั้งรกรากในประเทศไทย ในฐานะศิลปินผู้เติบโตมาในตลาด เห็นความผูกพัน การพึ่งพาอาศัยกันของผู้คน ทำให้เขาต้องการตอบแทนตลาดแห่งนี้ด้วยศิลปะ เป็นโอกาสที่จิตรกรรมจะได้ทำงานด้วยการบันทึกภาพของทุกๆ คนในตลาดลงบนผืนผ้าใบ รวมไปถึงภาพถ่ายของคนในชุมชนเป็นเสน่ห์ของศิลปะแบบนาวิน เมื่อผู้คนธรรมดาก็ยังสามารถมีชีวิตในงานศิลปะได้

ตลาดแห่งนี้มีความทรงจำมากมาย และทุกคนในตลาดก็คือชุมชนที่พวกเขาสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น อย่างไม่รู้ตัว แม้กำหนดการแสดงผลงานในนิทรรศการนี้จะจบลง แต่ผลงานก็ไม่ได้รับการเห็นชอบจากคนในตลาดให้ปลดออก เพราะทุกคนในชุมชนต่างมีความรักรู้สึกและความทรงจำที่ดีที่จะได้เห็นผลงานเหล่านี้จัด

แสดงต่อไป ซึ่งไม่ใช่เพียงผลเพื่อเรียกนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่แนวคิดทางศิลปะของนาวินทำให้ชุมชนมีความทรงจำร่วมกันได้อย่างแท้จริง

ในปีถัดมานาวินได้รับเชิญให้เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมนิทรรศการเวนิสเบียนนาเล่ ในครั้งที่ 54 และนับเป็นการเข้าร่วมในครั้งที่ 5 ของประเทศไทยในนิทรรศการศิลปะระดับนานาชาติที่มีมายาวนานแห่งหนึ่งของโลก นาวินสร้างสรรค์ผลงานชื่อ Paradiso di Navin, 2011 จัดแสดง ณ Paradiso Gallery ริมฝั่งทะเลสาบที่งดงามของสวนสาธารณะจิอาร์ดินี

ในผลงาน Paradiso di Navin ผู้ชมนิทรรศการจะถูกเชิญให้พิจารณาและสนับสนุนการสร้างชาติที่ไม่ใช่ชาติแบบรัฐ (non-nation) แต่เป็นพื้นที่ที่มีจุดเชื่อมต่อ (transit area) เป็นจุดศูนย์รวมของคนชื่อนาวินทั้งหลายและเพื่อนของคนชื่อนาวินจากทุกมุมโลก ความคิดเรื่องท่านประธานนาวิน (Chairman Navin) ถูก

สร้างเพื่อเสียดสี ล้อเลียนปัญหาอันเกี่ยวเนื่องกับความคิดเรื่องชาติ สัญชาติความเป็นพลเมืองและอื่นๆ ในโลกร่วมสมัยผ่านงานศิลปะร่วมสมัย ในฐานะตัวแทนบนเวที เวนิส เบียนนาเล่ นาวินได้สื่อสารความเป็นสากลที่ไม่ได้มีเพียงวัฒนธรรมด้านสวยงาม แต่เป็นการพูดถึงความขัดแย้ง ความเป็นชาตินิยม อารมณ์ที่ดูสนุกสนานที่แฝงไว้ได้ด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ของนาวิน ดึงดูดให้ผู้ชมเข้าร่วม พิจารณา และสื่อสารกับสังคม

โดยภาพรวมนั้นศิลปะของนาวิน ลาวัลย์ชัยกุล ก็คือการค้นคว้าข้อมูลกับผู้คน ความคิด ความเห็นที่มีต่อสังคม นาวินได้ปะติดปะต่อข้อมูลของแต่ละสังคมไว้ด้วยกัน เป็นแนวคิดสัมพันธ์กับสถานที่ สิ่งแวดล้อมและมุ่งสัมพันธ์กับผู้ชมและสาธารณชนทั่วไป มีบทบาทเป็นผู้ร่วมวิจารณ์สังคมผ่านการเล่าเรื่อง ผลงานของเขาเป็นการต่อรองระหว่างอัตลักษณ์ท้องถิ่นกับการเคลื่อนตัวของโลกาภิวัตน์ เป็นอีกหนึ่งแนวคิดเพื่อให้ศิลปะเป็นตัวกลางทำให้ประวัติศาสตร์ของพื้นที่ ผู้คน ได้เข้าไปประสานในความเข้าใจของคน สุดท้าย “เราเป็นใคร?” ยังคงเป็นคำถามที่นาวินค้นหาเพราะผู้คนต่างต้องการความทรงจำเพื่อเข้าใจรากฐานในชีวิตของตัวเอง

Category

Artists Profile

X