พระราชพิธีชักพระที่ท่าพระในรัชกาลที่ ๑

 

ผลงาน           พระราชพิธีชักพระที่ท่าพระในรัชกาลที่ ๑

ศิลปิน            ปรีชา เถาทอง

เทคนิค           ภาพพิมพ์ซิลค์สกรีน

ขนาด            ๔๐ x ๕๕.๘ ซม.

ปีที่สร้าง        ๒๕๕๕

พระราชพิธีชักพระอัญเชิญพระศรีศากยมุนีจากเมืองสุโขทัยสู่วัดสุทัศน์ฯ กรุงเทพมหานคร

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมบรมกษัตริย์ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โปรดเกล้าฯให้สร้างพระวิหารหลวงขึ้นกลางพระนคร โดยจำลองแบบความสูงเท่าวัดพนัญเชิงครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา พระราชทานนามว่า “วัดมหาสุทธาวาส” มีชื่อที่รู้จักกันดีในปัจจุบันว่า “วัดสุทัศน์ เทพวราราม ราชวรมหาวิหาร” เพื่อประดิษฐ์ฐานพระใหญ่ที่อัญเชิญมาจากเมืองสุโขทัย

พระใหญ่หรือหลวงพ่อโตที่ชาวบ้านเรียกกันในขณะนั้นเป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๓ วา ๑ คืบ สูง๔ วา เนื่องจากเป็นพระพุทธรูปโบราณประดิษฐานในวิหารหลวงกลางกรุงสุโขทัย สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราชว่า “กลางเมืองสุโขทัยนี้มีพิหาร พระพุทธรูปทองคำ พระอัฏฐารส มีพระพุทธรูปอันใหญ่ มีพระพุทธอันราม พิหารใหญ่ มีพิหารอันราม”

รัชกาลที่ ๑ ทรงเห็นว่าในขณะนั้นเมืองสุโขทัยเป็นเมืองร้าง หากปล่อยพระพุทธรูปอันงดงามนี้ไว้ ต่อไปต้องตากแดดตากฝนชำรุดเสียหาย จึงโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญลงมากรุงเทพมหานคร ยกลงเลื่อนชักตามชลมารคใช้เวลาเดินทาง ๑ เดือนถึงกรุงเทพ ในวันเดียวกันกับก่อรากพระวิหารวัดสุทัศน์ฯ คือวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๕๑ เมื่อมาถึงได้จอดทุ่นกลางน้ำหน้าพระตำหนักท่าแพ แล้วจึงทรงโปรดเกล้า ฯ ให้มีการมหรสพสมโภชทั้งกลางวัน และกลางคืน ครั้นถึงวันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๕๑ จึงให้อัญเชิญพระใหญ่ขึ้นที่ท่าช่างวังหลวง รื้อประตูเมืองด้านนี้ออกและเริ่มพระราชพิธีอัญเชิญหลวงพ่อโตขึ้นบนถนนหน้าพระลานตรงไปวัดสุทัศน์ฯ ตามเหตุที่มีพระราชพิธีชักพระขึ้นมาทางนั้น ต่อมาจึงโปรดเกล้าฯให้เรียกชื่อว่า “ท่าพระ”

รัชกาลที่ ๑ ทรงบัญชาพระราชพิธีชักพระนี้ด้วยพระองค์เอง แม้ว่าจะยังทรงพระประชวรอยู่ ทรงเสด็จตามขบวนแห่พระโดยไม่ทรงฉลองพระบาท ในพระราชพงศาวดารบันทึกไว้ว่า เสด็จขึ้นพลับพลาเพื่อทรงพักให้หายเหนื่อยอยู่เป็นระยะ ทรงเซทรุดพระวรกาย จนกรมขุนกษัตรานุชิต (เจ้าฟ้าเหม็น) ทรงรับพระองค์ไว้ ทรงแสดงให้เห็นถึงพระราชอุตสาหะเพื่อเพิ่มพระบารมีหวังพบพระพิญาณด้วยทรงตั้งพระทัย “ตั้งใจจะอุปถัมภก ยอยกพระพุทธศาสนา” อย่างแท้จริง ครั้นทรงอัญเชิญหลวงพ่อโตขึ้นที่พระวิหารแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานว่า “สิ้นธุระแล้ว” หลังจากนั้นอีกปีหนึ่งจึงเสด็จสวรรคต หลวงพ่อโตได้รับพระราชทานนามใหม่ในรัชกาลที่ ๔ ว่า “พระศรีศากยมุนี”

ในภาพนี้ศิลปินสร้างภาพต่อจากจิตรกรสมัยเก่าซึ่งได้เขียนถึงเหตุการณ์นี้ไว้แล้ว  โดยประสงค์จะให้เห็นภาพการฉลองสมโภชหลวงพ่อโตที่หน้าพระตำหนักแพ บริเวณท่าช้างวังหลวง หน้าพระบรมมหาราชวัง ก่อนที่จะอัญเชิญชักพระไปสู่วัดสุทัศน์ฯ ในภาพมองเห็นทั้วพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ผู้คนต่างพายเรือกันมาร่วมนมัสการ ไกลออกไปเป็นประตูเมืองด้านท่าช้างและมองเห็นพระบรมมหาราชวังอยู่ไกล ๆ

Category

Art of the month

X